ไก่เดือยทอง VS สิงห์บลู

รอบ ซาเวจ สมัยก่อนนักเตะตามที่เป็นผู้พินิจพิจารณาเกมของสำนักบีบีซีบอกว่า ''ยกแชมป์ให้เชลซีได้เลย'' ส่วน เมาริสิโอ โปเช็ตว่ากล่าวโน กล่าวก่อนรับมือสิงโตสีน้ำเงินคราม ที่ชนะรวด 13 นัดหมายว่า ทั้งโลกอยากให้ไก่ชนะเชลซี
ประโยคหลังคือเรื่องจริงกว่าประโยคแรกของซาเวจ
พึ่ง 19 นัดหมายยังคงยกแชมป์ให้ผู้ใดมิได้ กลางทางเอง อย่ารีบ มีอะไรให้พบอีกมากมาย แต่ว่าที่แน่ๆเชลซีคือกลุ่มที่ดีสุด สมดุลสุด พร้อมสำหรับการได้แชมป์สูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มนำทั้งหมดทั้งปวง
ลิเวอร์พูลพลาดเสมอซันเดอร์แลนด์ ท่ามกลางปัญหาให้ขบคิดทั้งเรื่อง "ฟิตเนส" รวมทั้ง สไตล์ การเล่น ที่คงจะเพรสวิง วิ่ง พลัง ทั้งซีซั่นมิได้ อันนี้คงจะเป็นเรื่องจริงสำหรับบอล นัดหมายล่าสุดก็เห็นแล้วว่า สภาพล้าๆของเด็กหงส์ มันส่งผลในเกม
การขาดตัวหลักไปเดือนหนึ่งรวมทั้งกลุ่มที่เจ็บซ้ำซากอย่าง สเตอร์ริดจ์ จะยังไง
แมนฯ ซิตี้ กระเตื้องขึ้นมา…ส่วนอาร์เซน่อลรอดูผลว่าจะชุบมือเปิบเจริญขนาดไหน แต่ว่าพวกเขาก็มิได้เริ่ดรวมทั้งเปรี้ยงปร้างเท่าไร ลักษณะคล้ายๆหงส์แดง ดีแต่ยังไม่สุด เช่นเดียวกันกับสเปอร์ส มักจะแพ้เกมใหญ่
เกมสำคัญ เกมที่จะพบกับเชลซี เป็นอีกหนึ่งเกมที่วัดหัวจิตหัวใจนักฟุตบอลไก่มากยิ่งกว่า "สไตล์" รวมทั้ง "แท็กติก" โปเช็ตว่ากล่าวโน่ ถึงกับบอกว่า "แท็กติกไม่สำคัญ" มันขึ้นอยู่กับว่าคุณเล่นกับบอลเช่นไร คุณมีจิตใจที่เก่งมากมายขนาดไหนในการพบกับคู่แข่งแต่ละกลุ่ม
แท็กติกที่เลิศหรูถ้าหากใช้กับบอลไม่เป็น มันไม่นำไปสู่ผลสรุปตรงผลแข่ง
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะรวด 6 นัดหมายในลีกด้วยฟอร์มการเล่นป้อมคงจะ นิ่ง และไม่ตื่นตกใจ ที่สำคัญอย่างที่ผมได้พินิจพิจารณาไว้ใน beIN SPORTS ทรู676 ว่าข้อดีของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในช่วงเวลานี้รวมทั้งใกล้เคียงกับเชลซี บางทีอาจเป็นรองเล็กน้อยคือการยิงประตู
ทีเด็ดเลยขอรับ ไม่ต้องมากมายจังหวะ สร้างจังหวะอะไรมาก ขอเพียงแต่ได้โอกาส จบให้ได้ ยิงให้เข้า ใช้ลูกแมงป่องยิงยังเข้า…นี่คือทีเด็ด ส่วนรูปเกมแน่ๆมันจะต้องเริ่ด พลาดยาก เสียยาก รวมทั้งเป็นเกมที่ดูออกมาคอนโทรลคู่แข่ง
วันนี้พวกเขาบางทีอาจจะตามหลังเชลซี 10 แต้ม รวมทั้งถ้าหากเชลซีพลาดแพ้สเปอร์ส ในกึ่งกลางสัปดาห์ ผมว่า 10 แต้มไม่ห่างเกินไปที่ แมนฯ ยูไนเต็ด จะไล่มากยิ่งกว่าเดิมลับมาประจำในตำแหน่งเต็งสอง ผู้ท้าชิงแทนบรรดากลุ่มด้านบนได้
เหมือนเก่าเปิดซีซั่นที่ทุกคนมุ่งหวังว่า…"ภูติผีแดง" คือกลุ่มที่ร่วมลุ้นแชมป์กับแมนฯ ซิตี้ โดยมีเชลซีเต็งสาม
เอาละขอรับ…โลกทั้งใบหยุดหายใจที่ ไวท์ ฮาร์ท เลน ส่งดวงใจช่วยสเปอร์สอย่างที่ พอเพียงช ที่ปรึกษาไก่ได้กล่าวไว้มีอะไรน่าดึงดูดก่อนเกมนัดหมายนี้
เจ้าบ้าน…อาจมีการปรับเปลี่ยนแท็กติกการเล่นหลังทดสอบการใช้นัดพบวัตฟอร์ดไปแล้ว โน่นคือทดลองใช้หลังสามคนขอรับ ด้วยปัญหาที่ ไคล์ วอล์คเกอร์ ติดแบน และไม่มี แยน แฟร์ต็องเก้น ทำให้ พอเพียงช ปรับมาเล่นหลังสามมีวิงแบ็กสองข้างราวกับเชลซี
ผลชนะวัตฟอร์ด 4-1 สมทบชัยสามนัดหมายที่ผ่านมานับตั้งแต่แพ้ แมนฯ ยูฯ 0-1 เมื่อต้นเดือน เดือนธันวาคมก่อนหน้านี้ ทำให้ไก่เก็บ 12 แต้มเต็ม
โน่นไม่น่าสนใจเท่ากับแท็กติกที่ โปเช็ตว่ากล่าวโน่ จะเลือกใช้ก่อนพบกับเชลซี คือหลังสาม จะตกลงใจเช่นไรดี เนื่องจากว่า วอล์คเกอร์ กับ แฟร์ต็องเก้น กลับมา ในตอนที่หลังสามอย่าง เอริก ดายเอ้อร์, โทบี้ อัลเดอร์ไวเรล รวมทั้ง เควิน วิมเมอร์ ทำได้ดี วิงแบ็กสองข้าง ทริปเปียร์ กับ แดนนี่ โรส วิ่งริมเส้น กึ่งกลาง วานยาม่า, เอริคสังเวย รวมทั้ง เดเล่ อัลลี่ ข้างหน้า แก่นแก้ว ฮึง ไม่น กับ แฮร์รี่ เคน

โชว์ฟอร์มกันดี…แต่ว่าโน่นคือวัตฟอร์ด กลุ่มเพื่อนบ้านทางเหนือของลอนดอน ราวกับรังสิต นั่นแหละขอรับ
ว่ากันแบบนั้นขอรับ
แต่ว่านี่คือเชลซี…ที่ปึ้ก สมดุลรุกรวมทั้งรับเริ่ดมากมาย ชนะรวด 13 นัดหมาย จุดนี้ อันโตนิโอ คอนเต้ บอกว่าสถิติไม่สำคัญเท่ากับแชมป์ เพราะฉะนั้นเชื่อว่าเกมนี้พวกเขาจะเน้นแท็กติกสุดๆเน้นมีแต้ม เน้นไม่แพ้ แล้วจังหวะเหมาะๆปิดเกมชนะเลย
สองเรื่องสำคัญในเกมนี้ผมว่ามองดูไปที่สเปอร์สเป็นหลักขอรับ เนื่องจากว่า คอนเต้ จะไม่แปลงกลุ่ม แม้จะเล่นเป็นนัดหมายที่สามติดต่อกัน แต่ว่าเป็นเนื่องจากว่ากลุ่มของเขาเล่นแบบแท็กติก บริหารพลังเจริญ ดึงช้า ดึงเร็ว ยืดหยุ่น
สถิติวิ่งมากมายสุด, พลังมากมายสุด อะไรเนี่ย ไม่ติดอันดับท็อป พวกเขาเน้นแท็กติก ความเป็นเกมรวมทั้งเน้นผลแข่ง มันดูปึ้กในเกมรับ มันดูเฉียบขาดในเกมรุก โน่นคือหลังไม่เสีย หน้าคมยิงได้ เชลซี ชนะต่อเนื่อง
ใครๆก็ยิงพวกเขายากแม้ล่าสุดเสียให้ สโต๊ค อีกสองลูก แต่ว่ามันก็ควรมีหลุดบ้าง รวมทั้งตัวเลขเกมรับยังน้อยกว่าทุกครั้งม
เพราะฉะนั้น…ปัญหาอยู่ที่สเปอร์ส
ข้อแรก…โปเช็ตว่ากล่าวโน่ จะกล้าเล่นหลังสามหรือไม่เมื่อ วอล์คเกอร์ กับ แฟร์ต็องเก้น กลับมา ทรรศนะส่วนตัวของผมเชื่อว่า โปเช็ตว่ากล่าวโน่ ไม่เล่นหลังสามแน่ๆ เขาจะกลับมาเล่น 4-2-3-1 เนื่องจากว่ายังไง วอล์คเกอร์, แฟร์ต็องเก้น ก็จะเป็นผู้เล่นชุดที่เขาวางใจที่สุด
วานยาม่า จะเล่นกลางกับ เอริก ดายเอ้อร์ เพื่อเกื้อหนุนกึ่งกลางรุก อัลลี่, เอริคสังเวย รวมทั้ง ฮึง ไม่น โดย แฮร์รี่ เคน หน้าเป้า
อย่างที่ โปเช็ตว่ากล่าวโน่ บอก…แท็กติกไม่สำคัญเท่ากับขั้นตอนการเล่นบอล การให้บอล การใช้บอลนั้นเริ่ดขนาดไหน แท็กติกสวยสดงดงามแต่ว่าแค่รับส่งบอลในพื้นที่อันตรายไม่แม่น พลาด ก็หมดสิทธิ์ได้ประตู
สปีดบอล…ช้าควรจะช้า เร็วควรจะเร็ว จังหวะของเกมที่ตรงนี้ มันคือสิ่งที่ โปเช็ตว่ากล่าวโน่ คิดว่าสำคัญที่สุด
ข้อสอง…สเปอร์ส จะสอบตกอีกรอบหรือไม่เมื่อจะต้องเตะกับเกมใหญ่ รวมทั้งพบบิ๊กกลุ่มหัวหน้าฝูงอีกต่างหาก สเปอร์ส มีปัญหาหัวข้อนี้เช่นกันขอรับ พวกเขาแพ้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-1 ทำให้ลดน้อยลงไปก่อนจะกลับมาด้วยชัย 4 นัดหมายรวด
หัวข้อนี้เป็นเรื่องจิตวิทยาเป็นหัวจิตหัวใจของสเปอร์ส จะสอบผ่านมั้ย มันคือ mentality ล้วนๆเลยขอรับ เมื่อจะต้องเล่นภายใต้แรงกดดันกับกลุ่มที่เข้มแข็ง พวกเขาจะฝ่อหรือเหี่ยวเฉามั้ย นี่คือคำถาม
ถ้าหากพวกเขาไม่กลัวเชลซี เอาชนะความกลัวในจิตใจ หรือก้าวผ่านแรงกดดันในเกมใหญ่ กลุ่มใหญ่ นักฟุตบอลระดับโลก อย่าง ดีเอโก คอสต้า, อาซาร์ ได้ พวกเขามีสิทธิ์ชนะ
แน่ๆทั้งโลกหนุนหลังท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ แต่ว่าตามความเป็นจริงพวกเขาก็จะต้องคิดถึงตนเองเล่นเพื่อชนะ เพื่อจุดหมายของตัวเอง
เนื่องจากว่าชนะเชลซีได้…มันจะสร้างความเชื่อมั่น ความมั่นใจให้กับนักฟุตบอลที่จะมุ่งหน้าเดินตามแท็กติกของ โปเช็ตว่ากล่าวโน่ อย่างรุ่งโรจน์
โอเคขอรับ…เอ๋ยถึงฟอร์มทั้งนักฟุตบอลรวมทั้งทั้งทีมในช่วงเวลานี้ เชลซีเหนือกว่าครึ่งก้าว แต่ว่าถ้าหากยกระดับมาตรฐานการเล่นแบบไม่กลับเชลซี สู้กับแรงกดดันในเกมที่สเปอร์สเคยพลาดมาบ่อยๆได้ ผมว่าพวกเขาก็มีสิทธิ์คิดถึงชัย
แฮร์รี่ เคน ก็มิได้ด้อยไปกว่า เอ็งรี่ เคฮิลล์, ดาวิด ลุยซ์ ที่อืดอาด แก่นแก้ว ฮึง ไม่น ก็ทะลุ ปรู๊ดปร๊าด เร็วจี๊ด, อัลลี่ เองก็ดุดันทะลุไปข้างหน้า
บางทีนี่บางทีอาจเป็นจุดที่จู่โจมหลังของเชลซีได้เช่นกัน
ผมคิดว่าเกมนี้ตัดความกลัวออกไป ไม่สนฟอร์มของเชลซี จี้ข้อบกพร่องซึ่งพอเพียงแลเห็นในแนวรับที่มีความช้าอยู่ มันก็บางทีอาจทำลายเกมรับเชลซีได้อยู่ครับผม

อ๋อ…อีกเรื่องหนึ่งคือ วุฒิภาวะของเด็กไก่ในเกมใหญ่ บางทีหามแรงกดดันมากมายๆกลับออกสมุทรซะอย่างงั้น ถ้าหากนักฟุตบอลเชลซีซึ่งเก๋ารวมทั้งกระดูกบอลเบอร์ 9 เบอร์ 10 ชักชวนเล่นตุกติก มีลูกหนักแถม คลอดลูกเกเรซ่อนเร้นมากับเกม คุมสติ…ไม่อยู่ เด็กไก่ก็จะแพ้ภัยตัวเอง

ถั่วน้อย คืนรัง ปีศาจแดง

ฤดูนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด มีปัญหากับเกมรุกของตัวเองอย่างหนัก
เมื่อจะกล่าวว่าปัญหาในเกมรุกของกลุ่มอสุรกายแดงอยู่ที่กองหน้าก็คงจะพูดได้ไม่เต็มปากเต็มคำนัก ในเมื่อหัวหอกมหาประลัยอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยังคงซอกซอยตาข่ายได้อย่างสม่ำเสมอ
ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือเมื่อไม่มีดาวยิงวัย 35 กะรัตผู้นี้ หรือเมื่อไรก็ตามที่คุณพี่เขาทำฟอร์มตก – เล่นไม่ออก เกมรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะฝืดเคืองขึ้นมาในทันที
นอกจากกองหน้าตัวหลักอย่าง "อิบรา" แล้ว โชเซ่ มูรินโญ่ ยังมีผู้เล่นประเภทหัวหอกอยู่ในแผนกล่าฆ่าอีก 2 หน่วย คือ มาร์คัส แรชฟอร์ด กับ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ทว่าเวลานี้ดูเหมือนกับว่าทั้งสองจะกลายพันธุ์เป็นตัวรุกริมเส้นหรือกองหน้ากึ่งปีกไปซะแล้ว เมื่อถูกจับมายืนเป็นกองหน้าก็มักจะเล่นไม่ออก – ยิงประตูมิได้ด้วยเหตุดังกล่าว & ฉะนี้
ก็เลยคาดเดาได้ไม่ยากว่าตำแหน่งที่ โชเซ่ มูรินโญ่ กำลังอยากได้ด่วนในฤดูหน้า คือนักเตะประเภทดาวกระหน่ำประตูนี่แหละกองหน้าระดับตีนพระกาฬหลายรายนามก็เลยถูกสื่อในเมืองหลวงแห่งลูกหนังจับมาการร่วมรสกับอสุรกายแดงอย่างสนุกสนานครึกครื้นไม่ว่าจะเป็น แฮร์รี่ เคน, โรเมลู ลูกากู, ปีเครื่องปรับอากาศ เอเมอริค โอบาเมยัง และโดยไม่เว้นแม้กระทั้ง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้จนกระทั่งวันก่อน โชเซ่ มูรินโญ่ ก็เอ่ยปากถึงกองหน้าคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นอดีตผู้เล่นสายพันธุ์อสูรสยองนี่แหละฮาเวียร์ เอร์นานเดซ หรือที่ชาวบ้านรู้จักเขาในนาม "ชิชาริโต้"
ที่ปรึกษาจอมวางท่าให้สัมภาษณ์หลังจบเกมที่ทำเป็นเพียงแค่เสมอในบ้านตัวเอง 2 ครั้งต่อๆกันทำนองว่าด้วยวิธีการเล่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด และทุ่งนาทีนี้ ด้วยการพาบอลเข้าไปหาจังหวะจบในกรอบจุดโทษได้อย่างใหญ่โต ถ้าเกิดเขามีกองหน้าอย่าง ชิชาริโต้ เป็นลูกทีม นักเตะชาวจังโก้เก๋ผู้นี้คงจะทะลวงตาข่ายได้ประมาณ 15-20 ประตู ต่อฤดู
สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ที่ผ่านมาที่กล่าวว่าตอนเข้ามารับตำแหน่งบิดาใหญ่แห่ง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ใหม่ๆเขาพบว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ปล่อยผู้เล่นที่ไม่สมควรจะปล่อยออกมาจากกลุ่มไปผู้คนจำนวนมากหนึ่งในนั้นคือเจ้าของสมญา "ถั่วน้อย" ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ขายให้ เลเวอร์คูบวงสรวง เมื่อฤดู 2015-16 เอ่ยถึง "ชิชาริโต้"
เขาโชว์ฟอร์มได้กระฉูดแตกเยอะที่สุด ตั้งแต่ฤดูแรกที่เพิ่งเลื้อยก้นจาก ประเทศเม็กซิโก มาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ใหม่ๆโดยที่ยังไม่ค่อยมีชื่อ
ฤดู 2010-11 นักเตะที่เพื่อนร่วมกลุ่มเรียกสั้นๆว่า "ชิชา" รัวไป 20 ประตูในทุกรายการ โดยแบ่งเป็น 13 ประตูบนเวทีพรีเมียร์ลีกช่วยให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ครองแชมป์ลีกสูงสุดเป็นยุคที่ 19 รวมถึงได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ เวมบลี่ย์
ถึงจะยึดตำแหน่งตัวจริงอย่างยั่งยืนไม่เป็นผลสำเร็จก็จริง แม้กระนั้นเมื่อลงมาเป็นผู้เล่นสำรองแล้วมักทำแต้มได้ไม่มีความต่างจากอาวุธลับของอสุรกายแดงราวกับที่กาลครั้งหนึ่ง พวกเขาเคยมี "ซูเปอร์ดูดซึม" อย่าง โอเล่ กุนร์ ทุ่งนา โซลชา

ฤดูต่อมา "ถั่วน้อย" ยังคงรักษามาตรฐานในการทำแต้มของตัวเองเอาไว้ได้ แม้จะไม่เปรี้ยงปร้างราวกับฤดูแรก เขากดไปอีก 10 ดอกในพรีเมียร์ลีก ก่อนที่จะทำเป็นอีก 10 ประตูในฤดู 2012-13
เพียงถ้าเกิดพิจารณาให้ดีจะพบว่าในฤดูท้ายที่สุดที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นผู้จัดการกลุ่มอสุรกายแดง – คุณพ่อแกเริ่มใช้บริการของ "ชิชาริโต้ ลดน้อยลงไปเรื่อย ประการหนึ่งบางทีอาจเพราะเหตุว่าการเข้ามาของ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ขณะที่ เวย์น รูนี่ย์ ก็ยังเป็นกองหน้าจำพวกหมูเดือดอย่างเดิม แม้กระนั้นอีกประการหนึ่งก็คือฟอร์มการเล่นของ ชิชาริโต้ ที่ตกลงไปเช่นกัน
ฤดูท้ายที่สุดของคุณพ่อ ดาวเตะที่มีชื่อจริงว่า ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเพียงแต่ 9 นัดเพียงแค่นั้น
เมื่อ เดวิด มอยส์ เข้ามาแทนที่ท่านเจ้าคุณเฟอร์กี้ – ที่ปรึกษาอสุรกายแดงคนใหม่ก็ไม่ค่อยใช้งาน "น้องถั่ว" สักเท่าไหร่ โดยในฤดู 2013-14 เขาได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเพียงแต่ 6 นัดเพียงแค่นั้น (ลงเป็นสำรอง 18 นัด) สถิติการถล่มตาข่ายก็เลยลดลงอย่างฮวบฮาบ เหลือเพียงแค่ 4 ประตูเพียงแค่นั้น เฉพาะในพรีเมียร์ลีก
เมื่อเปลี่ยนแปลงแม่งานอีกทีเป็น หลุยส์ ฟาน กัล – แมนฯ ยูไนเต็ด ไปคว้ากองหน้าคนใหม่ที่เทือกเถาเหล่ากอสูงขึ้นยิ่งกว่าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา มาร่วมกลุ่ม คุณลุงอ้วนแกก็เลยตกลงใจปล่อย "ถั่วน้อย" ผู้น่ารักน่าเอ็นดูของแฟนๆให้ เรอัล มาดริด ยืมตัวไปใช้งานตลอดทั้งฤดู 2014-15
ชิชาริโต้ ลงเล่นให้ "พระราชาชุดขาว" ทั้งปวง 33 นัด ยิงได้ 9 ประตู (ทุกรายการ) ถ้าเกิดรู้สึกว่าชีวิตจำนวนมากอยู่บนม้านั่งสำรอง การยิงได้ 9 ประตูก็ถือว่าไม่น่ารังเกียจสักเท่าไหร่
แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เลยดึงกองหน้าสายพันธุ์จังโก้เก๋ผู้นี้กลับมาที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อีกทีในฤดู 2015-16 ซึ่งเขาได้ลงเล่นเป็นผู้เล่นสำรองทั้งปวง 3 นัด จนกระทั่ง…ฟางเส้นท้ายที่สุด เมื่อตะบันบ่ายคล้อยลงมา ถ่ม! จนกระทั่งในเกมเพลย์ออฟ รอบเลือกเฟ้น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พรรคพวกอสุรกายแดงออกไปเยี่ยม คลับ บรู๊ซ
"ชิชา" ถูกส่งลงมาเป็นผู้เล่นสำรอง ภายหลังกลุ่มตัวเองนำห่าง 4-0 ก่อนที่จะได้จุดลูกโทษ แม้กระนั้นคุณพี่เขาดันฆ่าพลาดง่ายๆซะอย่างงั้น!
ภาพที่ หลุยส์ ฟาน กัล ทำหน้าราวกับถูกดึงขนก้นพร้อมกัน 8 เส้นพลางหันไปจ้องตากับผู้ช่วยอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ บนม้านั่งสำรอง ดุจดั่งไม่อยากเชื่อสายตาที่ ชิชาริโต้ ยิงจุดลูกโทษไม่เข้าถูกเผยแพร่ไปทั่วทั้งโลกในระบบโซเชี่ยล
แล้วต่อจากนั้นคุณลุงอ้วนเหน็บสวาปามส์แกก็ตกลงใจปล่อยกองหน้ากลุ่มชาติประเทศเม็กซิโกผู้นี้ให้ เลเวอร์คูบวงสรวง ไปในราคาเพียงแค่ 7.3 ล้านปอนด์
"เด็กผี" จำนวนมากบางทีอาจเสียดาย แม้กระนั้นขูดความจำได้ว่าไม่ถึงกับอาลัยอาวรณ์หรืออาลัยอะไรจำนวนมาก เพราะเหตุว่าระยะหลังๆฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ได้ลงน้อยและยิงน้อย แถมยังถูกปล่อยให้กลุ่มอื่นยืมตัวไปหนึ่งฤดู

บนเวทีบุนเดสลีการาวกับกลับชาติมาเกิดใหม่ เมื่อฤดูแรกกับ เลเวอร์คูบวงสรวง "น้องถั่ว" ยิงได้ถึง 20 ประตู จากการลงเล่น 46 นัดในทุกรายการเริ่มมีเสียงบ่นโชคร้ายให้ได้ยินส่วนฤดูนี้ ชิชาริโต้ ลงเล่นไปแล้ว 32 นัด โดยยิงไป 12 ประตูในทุกรายการรวมลงเล่นให้ เลเวอร์คูบวงสรวง ไปแล้วทั้งปวง 72 นัด ยิง 38 ประตู ซึ่งถือเป็นค่าถัวเฉลี่ยในการทำแต้มที่สูงพอเหมาะพอควร คือยิงได้ 1 ประตูในทุกๆ2 นัดเทียบกับตอนอยู่ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ลงเล่น 157 นัด ยิงได้ 59 ประตู คุณจะพบว่าสถิติและค่าถัวเฉลี่ยนในการถล่มตาข่ายสูงมากขึ้นกว่าเดิมเมื่อเห็นการกลับชาติมาเกิดใหม่ของ ชิชาริโต้ บนเวทีบุนเดสลีกา-เยอรมัน บรรดาผู้อุทิศวิญญาณให้อสุรกายแดงก็ออกอาการอาลัยอาวรณ์ & อาลัย ขึ้นมาในทันที ทำนองว่าโชคร้ายพลางยกย่องที่ปรึกษาอสุรกายแดงคนเก่าว่า "เอ็งขายออกไปได้ยังไงครับ…ไอ้หอก!" ด้วยเหตุดังกล่าวไม่จำต้องถามบรรดาแฟนผีว่าอยากได้ดาวเตะผู้นี้กลับมาหรือไม่? คำตอบจำนวนมากคงจะเหมือนกันต่างหากที่เป็น "เอานะ" (สำหรับค่าจ้างก็คงจะไม่แพงน่ารังเกียจ แม้กระนั้นคงจะสูงขึ้นยิ่งกว่าที่ขายออกไปแน่ๆ) สมมุติว่าย้ายกลับมาจริงๆถามคำถามว่า ชิชาริโต้ จะแก้ตอบปัญหาของ โชเซ่ มูรินโญ่ ได้หรือไม่?…ว่าแล้วมาทำความเข้าใจกันก่อนนะครับ
"ชิชา" จัดเป็นผู้เล่นที่ความชำนาญความสามารถเฉพาะตัวค่อนข้างต่ำ เขาไม่ค่อยมีคุณสมบัติในการกระตุกบอลหนีคู่แข่งหรือเลี้ยงรับประทานตัวคู่แข่ง – จับบอลก็โยกเยก จ่ายบอลก็ไม่ค่อยแม่นสักเท่าไหร
จุดแข็งหรือจุดขายเพียงแต่จุดเดียวคือการทำแต้มในกรอบจุดโทษ เขาเป็นผู้เล่นที่มีวิญญาณเพชฌฆาตพอกับสัญชาติญาณนักฆ่า โดยเป็นกองหน้าที่จัดอยู่ในประเภท "สุนัขจิ้งจอกในกรอบจุดโทษ"เอาง่ายๆว่ากำเนิดมาเพื่อกระทุ้งประตูเพียงอย่างเดียวปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือถ้าเกิดฟอร์มตกเมื่อไร หรือเพื่อนร่วมกลุ่มไม่สามารถเปิดป้อนบอลเข้าไปให้ทำแต้มได้มากเพียงพอ เขาก็จะแปลงกายเป็นสากที่หมดประโยชน์ในทันที โดย 12 นัดล่าสุดที่ลงเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด – ชิชาริโต้ ยิงได้เพียงแค่ 1 ประตูเท่านั้นเองโน่นบางทีอาจเป็นเหตุผลที่กล่าวว่าเพราะเหตุไร หลุยส์ ฟาน กัล ถึงไม่คิดจะใช้บริการของ "น้องถั่ว" เฉพาะอย่างยิ่งในฟุตบอลยุคใหม่ที่กองหน้าควรมีส่วนร่วมกับเกม และจำต้องทำอะไรให้ได้มากกว่าการ "รอยิง" เพียงอย่างเดียว
ต่อเมื่อตกเป็นข่าว บรรดาสื่อในอังกฤษพยายามนำเสนอแม้กระนั้นสถิติที่สวยหรู ดังเช่นการยิงได้หลายประตู โดยแกล้งไม่กล่าวว่าในฤดูนี้มีอยู่ตอนหนึ่งที่พี่แกยิงมิได้ต่อเนื่องกันถึง 16 นัดเลยทีเดียว
ที่สำคัญคือการรบภไม่ลำแข้งพรีเมียร์ลีกมีความเล่นยากกว่า             บุนเดสลีกา การยิงกระจัดกระจายในลีกสูงสุดของเยอรมันก็เลยบางทีอาจมิได้แสดงว่าจะยิงกระจัดกระจายในลีกสูงสุดของอังกฤษ
ปัจจุบันอายุของ "น้องถั่ว" พึ่ง 28 ขวบเท่านั้นเองครับ เรียกว่าอยู่ในตอนพีคของอาชีพล่าตาข่าย สมมุติว่าเอากลับมาจริงๆมันก็คงจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นแสนเข็ญอะไร ขายไป 7.3 ล้าน ถ้าเกิดขอซื้อกลับมาสัก 15 ล้าน รู้เรื่องว่า "เถ้าแก่ขายยา" ก็คงจะไม่กล้ายักไหล่ใส่
ชิชาริโต้ บางทีอาจไม่เหมาะกับกระบวนการเล่นฟุตบอลแบบย้ำการครอบครองของ หลุยส์ ฟาน กัล สักเท่าไหร่ เพราะเหตุว่าต่อหนึ่งเกมอาจมีจังหวะจบในกรอบจุดโทษน้อยไปหน่อย แม้กระนั้นคงจะเหมาะสมกับทางของ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่ทำให้อสุรกายแดงเปิดเกมบุกใส่คู่แข่งอย่างเร็วและน้อยจังหวะมากกว่าบนความสนุกสนานร่าเริงมากขึ้น

ครึ่งทางของโชเซ่กับผีแดง

''ผมคาดไว้แล้วว่ามันจะยาก ทำไมน่ะหรือ ? เพราะประวัติศาสตร์ของสมาพันธ์นี้'' โชเซ่ มูรินโญ่ ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ครึ่งปี
ผลงานปัจจุบันเป็นพลาด พลาดที่ไม่สามารถเอาชนะลิเวอร์พูลได้ แม้ 1 แต้มจะไม่น่าสะอิดสะเอียน แต่ว่าควรทำเป็นดีกว่านี้ โดยมองจากทีมกำลังลงตัวและทำผลงานได้ดิบได้ดี
ตอนเปิดตัวเมื่อกรกฎาคม พวกเราแทบจะมองไม่เห็นมูรินโญ่ยิ้มแบบชื่นใจเลย เพราะเขาคงจะใส่ใจดีว่าการมารับงานที่สมาพันธ์นี้ไม่ใช่เรื่องสนุก ที่จะทำกันเล่นๆหรือให้คำมั่นทึ่มๆว่ามาปีแรกจะได้แชมป์นู่นแชมป์นี้
"ผมถามตัวเองว่า : ทำไม ในปีข้างหลังๆสิ่งต่างๆไม่ได้สวยงามดังเดิมเป็นมา"
"หนึ่งในคำตอบที่แจ้งชัดเป็น ฟุตบอลแปรไปมากมาย และการแข่งขันชิงชัยไม่ได้ราวกับเมื่อ 10-20 ปีกลาย มันยากขึ้นที่จะเอาชนะ ยากที่จะเป็นครองความใหญ่โตอยู่ทีมเดียว ผมทราบกันดีอยู่แล้ว ผมรู้ว่างานผมจะยาก"
"ถ้าเกิดคุณนึกออกทีแรกที่ผมให้สัมภาษณ์ ผมไม่ได้ผยองเลย ผมรู้ว่าคำพูดผมมันเป็นความเสี่ยงเมื่อผมพูดว่า : "ผมต้องการให้ยูไนเต็ดเป็นแชมป์เดี๋ยวนี้" แต่ว่าผมมีความรู้สึกว่า ถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังรู้สึกก็คือ ไม่ว่าสถานภาพของแมนฯ ยูไนเต็ดจะเป็นยังไง คุณก็จำเป็นต้องกล่าวอย่างนั้น แต่ว่าผมรู้ว่ามันยาก"
"ผมรู้ว่าท็อตแน่มทำอะไรบ้างตลอด 2 ปีข้างหลัง ผมรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างที่สมาพันธ์อื่นๆแต่ว่าผมก็ยังต้องการเปิดให้สัมภาษณ์แบบนั้น เพราะผมมีความคิดว่ามันถูกต้อง"
นี่เป็นการพูดของคนที่ใส่ใจทราบ มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนสมบูรณ์ มูรินโญ่ไม่ได้ผยองอย่างตอนเปิดตัวกับเชลซีเมื่อปี 2004
เขาทราบดีว่าการมาคุมแมนฯ ยูไนเต็ด มีเป้าหมายอย่างเดียวเป็นจำเป็นต้องได้แชมป์ ไม่ว่าทีมณ ตอนนั้นจะเป็นอย่างไรก็ดี และเขารู้ว่ามันยาก
"ผมเลือกงานที่ผมอยาก ผมเลือกอยู่กับสมาพันธ์ที่ผมต้องการไปอยู่ด้วย ผมทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่ผมมี ผมไม่สามารถให้อะไรได้มากกว่านี้แล้วในด้านของ เวลา, ความกระหาย และความเอาจริงเอาจัง ผมแฮปปี้กับตัวเอง"
"ถ้าเกิดผมวิเคราะห์ตัวเอง ผมมีตอนไปถึงเป้าหมาย ที่ผมได้แชมป์มาก แต่ว่าผมไม่ได้เป็นสุขเต็มกำลังกับสิ่งที่ผมเคยทำตอนนั้น ผมมีความรู้สึกว่าผมสามารถทุ่มเทมากกว่านั้น และทำอะไรให้ดีกว่านั้นได้ แต่ว่าณ เวลานี้ ผมมความสุขกับสิ่งที่ผมทำ ซึ่งผมรู้ว่าผมกำลังไล่ล่าความสุขอย่างที่สุดในฟุตบอลอยู่ นั่นเป็นพาทีมชนะและได้แชมป์"
หมายความว่า ทั้งตอนอยู่ปอร์โต้, อินเตอร์ มิลาน, เรอัล มาดริด และเชลซี 2 รอบ ที่เขานำทีมได้แชมป์มาตลอด แต่ว่าเขากลับรู้ว่าตัวเองยังไม่อิ่ม
มีความรู้สึกว่าตัวเองยังไม่เต็มกำลังกับการควบคุมทีม แต่ว่าเดี๋ยวนี้เขากลับบอกว่า เขากำลังเป็นสุขที่สุด ทั้งๆที่สถานการณ์และโอกาสการคว้าชัยชนะของภูติผีปีศาจแดง ณ เวลานี้ ห่างไกลจากการประสบความสำเร็จ … ทำไมถึงอยากได้งานนี้ ? อะไรเป็นความจำแรกของเขากับแมนฯ ยูไนเต็ด ? โชเซ่ มูรินโญ่ มีคำตอบ
"บิดาผมถ่ายทอดความคลั่งไคล้ในเกมลูกหนังให้ผม ชีวิตของท่านทั้งการเป็นนักเตะ การเทิดทูนที่ท่านมีให้แก่พวกสมาพันธ์ใหญ่ๆนักเตะเก่งๆ"
"ผมนึกออกไหมตอนเป็นเด็กที่เบนฟิก้าเจอแมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมนัดหมายชิงยูโรเปี้ยน คัพ ? ไม่หรอก ผมจำไม่ได้ แต่ว่าผมทราบทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับนัดหมายชิงนัดหมายนี้ เพราะมันเป็นในรุ่นของบิดาผม"

"ในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการทีม ผมจำเป็นต้องเจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดในทันทีเลย ผมนั่งอยู่ข้างสนามด้วยในเกมที่เสมอ 3-3 (เจอบาร์ซ่า ปี 1998/99)"
"ทีแรกที่ผมได้ร่วมยูฟ่า แชมเปี้ยนส ลีก ในฐานะผู้จัดการทีม ผมก็เจอแมนฯ ยูไนเต็ด อีกครั้ง (คุมปอร์โต้ปี 2004) และทีแรกที่ผมมายังพรีเมียร์ลีก เกมแรกของผมก็เจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดอีก (เชลซีชนะ 1-0)"
"ผมมีความจำเกี่ยวกับแมนฯ ยูไนเต็ดมากในอาชีพของผมและผมทราบกันดีอยู่แล้วถึงประวัติศาสตร์ของพวกคุณ ผมไม่ได้ศึกษาอะไรเลยตอนมาร่วมทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ผมเคยศึกษาเรื่องของสมาพันธ์ต่างๆที่ผมเข้าไปคุม แต่ว่ากับตรงนี้ ผมไม่จะต้องทำยังงั้นเลย"
"ผมทราบเกี่ยวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเยอะแยะ แม้กระทั้งจนกระทั่งก่อนที่ผมจะฝันว่าได้มาร่วมงานกับพวกคุณเสียอีก"
ชาบี เอร์นานเดซ ในวัย 18 ปี ประเดิมทีมชุดใหญ่ให้บาร์ซ่า เป็นครั้งแรกในเกม ชปล. ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ยุคที่ หฝ่าส์ ฟาน กาล เป็นกุนซือ และข้างสนามวันนั้นมูรินโญ่ก็นั่งเป็นมือขวาของ "จารย์หฝ่าส์" อยู่ด้วยนั่นเอง
ชาบีบอกว่าเขาตื่นเต้นกับบรรยากาศในสนามแห่งนี้ ในฐานะดาวรุ่งที่ไม่เคยสัมผัสเกมชุดใหญ่ ในขณะที่โดน ฟาน กาล สั่งให้ไปวิ่งวอร์มเตรียมสลับตัวลง
เมื่อ เดวิด เบ็คแฮม ปั่นฟรีคิกให้เจ้าถิ่น ชาบีได้ยินเสียง "คนอังกฤษกว่า 50,000 คนตะคอกใส่หูผม" และเขาบอกว่า โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดยังเป็นสมาพันธ์ที่เขาติดอกติดใจที่สุดในยุโรปสำหรับมูรินโญ่เอง สนามแห่งนี้ก็เคยเป็นความจำไม่มีวันลืมเช่นกัน
"คุณคงจะหวังว่าผมจะตอบอย่างอื่น แต่ว่าความจำที่แจ้งชัดของผมกับโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เป็นในระหว่างที่ปอร์โต้ยิงประตูในนาทีที่ 88 จากนั้นอีก 5 นาทีต่อมาเป็นนรก!!"
"ตามธรรมดาแล้วถ้าเกิดพวกเรายิงประตูในนาที 88 คู่แข่งขันของพวกเราก็ตายไปแล้ว สนามก็ตายไปด้วย"
"แทนที่จะเป็นอย่างนั้น พวกเรากลับมี 5 นาทีที่นายทวารพวกเราจำเป็นต้องงัดซูเปอร์เซฟ, บอลชนเสากระเด้งไปๆมาๆ แบ็กซ้ายของผมจำเป็นต้องไปยืนคุมเสา พวกเรามีความคิดว่ามันคงจะจบไปแล้ว แต่ว่าพวกเขา (แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด) มีความคิดว่ามันยังเป็นไปได่สำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด ที่จะเป็นฝ่ายชนะ ผมจำเสียงดังขณะนั้นได้ดิบได้ดี"
"ผมมีความคิดว่าเกมมันจบสุดแต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไม่ยอมเกมจบลง มันเป็นนรกของพวกเราเลย นรก!!!"
สถานการณ์เดี๋ยวนี้เป็น โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ใช่คนของบาร์ซ่า, อินเตอร์ มิลาน หรือปอร์โต้แล้ว แต่ว่าเขาเป็นกุนซือของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
จากที่เคยมาเยี่ยมสนามแห่งนี้ในฐานะกุนซือคู่แข่งขัน ครั้งนี้เขาเดินลงไปในสนามพร้อมสูทเบลเซอร์สีดำที่มีตราสมาพันธ์แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปะที่อก
"ยินดี ผมมีความภาคภูมิมากมายที่ได้เป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมโชคดีพอที่ได้คุมทีมใหญ่ๆ"
"เรอัล มาดริดก็ใหญ่, อินเตอร์ มิลานก็ใหญ่ มีประวัติศาสตร์มาก มีกุนซือยิ่งใหญ่อยู่ก่อนหน้าผม ผมไม่ประหม่าเลย ไม่สักนิด ผมเพียงแค่มีความคิดว่า "นี่มันเหมาะสมกับฉันอยู่แล้ว" ผมมั่นอกมั่นใจ และนิ่งมากมาย ผมพร้อมสำหรับความรับผิดชอบแต่ว่าผมก็ยินดีมากมายเช่นกัน"
"ในฐานะคู่แข่งขัน เมื่อคุณมาที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คุณมีความรู้สึกว่าเสมอ "พวกนายอยู่บนยอดสุดของโลกฟุตบอล" คุณมองไปทั่วสนามแล้วรำพึงว่า "ว้าววว" แต่ว่าผมก็เคยมีความรู้สึกว่ามันเหมาะสมกับผมเช่นกัน"
"ผมรู้สึกยินดีมากมายทุกนัดหมายที่ได้คุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมรู้สึกอย่างนั้น และหวังว่าจะรู้สึกอย่างนั้นไปจนกระทั่งตอนกลางคืนท้ายที่สุดของผม มันควรเป็นอย่างนั้น ผมเกลียดชังช้าผู้เล่นอยู่ตรงนี้ 2-3-4-5 ปี แล้วความรู้สึกกับสมาพันธ์ต่ำลง"
การได้มาคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้น มูรินโญ่บอกว่าเขาทราบกันดีอยู่แล้วถึงประวัติศาสตร์สมาพันธ์หนึ่งในนั้นเป็นเรื่องราวของการเปิดโอกาสเด็กจากทีมเยาวชน ซึ่งเป็นมาตลอด 80 ปี แมนฯ ยูไนเต็ดเปิดโอกาสดาวรุ่งเสมอ

"ใช่ผมทราบ ดาวรุ่งนักเตะที่ทำให้ผมตื่นเต้นนะหรือ ? มีสิ แต่ว่ามีผู้ที่พร้อม (สำหรับทีมชุดใหญ่) หรือยัง ? ยังไม่มี"
"ฤดูกาลที่แล้ว หลายท่านรอโอกาส หลายท่านมีพรสวรรค์ แรชเฟิร์ด เป็นตัวที่เด่นสุด มันมีช่วงเวลาหนึ่งที่พวกเขาจะต้องลงเล่น ทำให้พวกเขาไม่มีแรงกดดัน ไม่มีนักเตะชุดใหญ่ที่นั่งรออยู่ข้างสนามเพื่อรอให้พวกเขาทำพลาด" (ยุคของ ฟาน กาล)
"ช่องทางก็มีเพียงแค่ แรชเฟิร์ด หรือ แรชเฟิร์ด กับ เมนซาห์ กับ เมนซาห์ เป็นไปไม่ได้เลือกอื่น เพราะมีนักเตะเจ็บเยอะแยะ"
"สถานการณ์ต่างไปในฤดูกาลนี้ นักเตะเจ็บน้อยมาก ความหวังในตัวนักเตะก็สูงขึ้น"
"ถ้าเกิดคุณไปไล่มองในประวัติดาวรุ่งของสมาพันธ์ คุณจะเจอ บางบุคคลที่เป็นตำนานอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ เขามีปีที่ 2 ที่ไม่ได้ดีเท่าปีแรกนะ แต่ว่าจากนั้นปีที่ 3 ค่อยกระโจนมาอยู่ในระดับที่เป็นกิ๊กส์ที่พวกเรารู้จัก"
"มันเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับดาวรุ่งจำนวนมาก พวกเขาขึ้นมาทีแรก ไม่ทราบสึกกดดัน ไม่ทราบสึกถึงความรับผิดชอบ คู่แข่งขันก็ไม่รู้ เลยโดนโจมตีแบบไม่ตั้งตัว แต่ว่าพวกเราก็ฝึกกับพวกดาวรุ่งมาเสมอนะ บางคราวฟุตบอล มันขึ้นอยู่กับจังหวะ แน่นอน ทุกคนตรงนี้ทราบกันดีอยู่แล้วถึงวิถีทางของสมาพันธ์นี้ที่เปิดโอกาสดาวรุ่ง"
ดูเหมือนมูรินโญ่กำลังดำเนินงานอย่างมีความสุขที่สุดในอาชีพการเป็นกุนซือในขณะนั้น
เขาบอกว่า เขาไม่ได้อยากโดนแบนอีก เลยมักมองเห็นเขาจำเป็นต้องนั่งข้างสนามบ่อยมากเวลาไปเล่นเกมเยี่ยม เขาบากบั่นอดทนอดกลั้น บากบั่นนิ่งเข้าไว้
เขารู้สึกเป็นสุขกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แฟนผีเริ่มเบื่อกับการเปลี่ยนกุนซือบ่อยเกินไปแล้วในระยะหลัง ซึ่งเขารับรองว่าเขาพร้อมจะอยู่กับทีมไปยาวๆ
"ผมมีสัญญา 3 ปี ผมไม่สามารถขอมากกว่านั้นได้ในขณะนี้ แต่ว่าถ้าเกิดผมไปถึงเป้าหมายในขณะนี้ผมคงจะขอสัญญาเพิ่มจาก เอ็ด วูดเวิร์ด ไปแล้วเพราะผมต้องการอยู่"
"ผมต้องการอยู่ตรงนี้ มันเป็นสมาพันธ์ที่ผมสามารถสร้างความสำเร็จใหญ่ๆได้ เป็นที่ที่ผมอยากเวลาสักนิดสักหน่อย ผมมีความคิดว่า 3 ปีก็เพียงพอแล้ว (ในการทำทีมกลับมาไปถึงเป้าหมาย)"
"ผมไม่ได้ขอมากกว่านี้ แต่ว่าผมต้องการอยู่ไปนานๆแมนฯ ยูไนเต็ดจะเขี่ยผมทิ้งเมื่อพวกเขาอยาก ไม่ใช่ในระหว่างที่ผมอยาก เพราะผมไม่ได้อยากจากไปเลย"

กฎอะเวย์โกล…โอเคมั๊ย

วินาทีที่ เอดินสัน คาวานี่ ตะบันผ่าน มาร์ค อันเดร แทร์ ชเตนเก้น เว้นแต่จะทำให้อ่างชามยักษ์เงียบสงัดโดยมีแต่ว่าเสียงโห่ร้องจากบรรดาอาคันตุกะห้าพันชีวิตที่แผดลั่น ก็ยังทำให้บางเสี้ยวอารมณ์มีความรู้สึกว่ากฎประตูทีมเยี่ยมที่ออกกันมานั้นมีความไม่เป็นธรรมซุกซ่อนจริงๆ

เป็นไปได้ไงทีมที่อุตสาห์มุ่งหน้ารัวถึงสามลูก (ทั้งๆที่จากเกมแรเกรียวกราวว่าพวกเขาถูกถอดชื่อออกจากสารบบเป็นระเบียบเรียบร้อย) จะต้องมาโดนดับโอกาสเพียงแค่การเสียลูกเดียว??

ขณะนั้นเข็มนาฬิกากระดุกกระดิกผ่านหนึ่งชั่วโมงนิดหนึ่ง นั่นหมายถึงว่านายทัพเสื้อเลือดหมูสีน้ำเงินจำเป็นต้องดาหน้าทำให้ได้อีก 3 ประตู ถ้าเชื่อว่าปาฏิหาริย์บนโลกนี้ไม่เคยตาย
เปแอสเชก็ไม่ใช่ทีมไก่กาตรงไหน นี่คือสมาพันธ์หมายเลขหนึ่งของฝรั่งเศสซึ่งมีความทะยานอยากมุ่งหมายครองเจ้ายุโรปให้ต้องได้ อีกนั่นแหละก็อาจมีแต่ว่าบาร์เซโลน่าที่ทำอะไรแบบคืนวันพุธได้ พวกเขาคงจะตบเกียร์ห้าต่อไป อย่าลืมว่าจุดด้วยคือข้างหลังบ้านก็จะรั่ว ขืนเสียอีกลูกก็เหมือนลงหลุมแล้วโดนดินฝังด้วย

เนื่องจากว่าปัญหามิได้อยู่ที่ว่าเมื่อเอาสกอร์สองเกมมารวมแล้วคนไหนกันแน่ได้มากกว่าจะได้รับการชูมือ ปัญหาดันผูกตรงว่ามีกฎอะเวย์โกลซึ่งทางยูฟ่าตั้งใจว่าเพื่อให้พวกทีมเยี่ยมไม่เป็นอุดกันเป็นข้อโต้แย้งสำคัญ

ยักษ์กาตาลันยิงลูกที่ 4 นาที 88…

ใช่ครับผม-Football, Bloody Hell!!

ซีซั่นที่แล้ว เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ฉายแววตาแสนผิดหวังเมื่อบาเยิร์น มิวนิคจอดรอบรองชนะเลิศอีกหนด้วยการ''เสมอ'' แอตเลตำหนิโก มาดริดสองนัดหมาย 2-2 ผมเขียนไม่ผิดใช่มั้ย เกมแรกที่ประเทศสเปนบุกไปแพ้ 0-1 แต่ว่ามาเอาคืนที่อัลลิอันซ์ อารีน่า 2-1

ถามคำถามว่าเสือใต้เหมาะอกหักมิได้ไปซาน ซิโร่ตรงไหน??

ปี 2009 คำกริยาอันธพาลของ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา หากยังจำได้ แต่ว่านั่นแหละทุกคนเข้าใจว่าเป็นคนไหนกันแน่ก็โมโห ทั้งการเป่าเฮงซวยของเชิ้ตดำจากประเทศนอร์เวย์ตลอดจนการที่ความฝันจะต้องมาพังทลายในนาที 93

ใช่ บ้าจริงๆทั้งๆที่สกอร์สองนัดหมายอย่างไรก็ควรได้เตะต่อเวลาเนื่องจากว่าเท่ากัน 1-1 ถ้าเพียงแค่กติกาจากยูฟ่าที่ให้สิทธิ์ทีมเยี่ยมพิเศษในกรณีทำประตูนอกรังได้ หรือจนกระทั่งอาร์เซน่อลเองก็เคยมีอยู่ปีที่ทำได้ดีสุดแล้วต่อการตรึงผลสองเกมให้พอๆกับบาเยิร์นพอดี 3-3 แต่ว่าพวกเขาก็ไม่วายจะต้องกระเด็นรอบน็อกเอาต์รอบแรก เนื่องจากว่าจากกฎอะเวย์โกล

แน่นอน แท็กติกก็เลยจะต้องละเอียดมากสำหรับระบบเหย้า-เยี่ยมชนิดนี้

สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือว่าทีมที่ได้เฝ้ารังก่อนถ้ามิได้ศักดินาสูงอย่างบาร์ซ่า, บาเยิร์น หรือมาดริดควรจะเอาอย่างไรดี เนื่องด้วยหากมัวแต่บุกเพื่อหมายเก็บความมีชัยก่อนแล้วไปพลาดโดนมา งานก็หนักเป็นสองเท่าโดยทันที ซึ่งฤดูกาลที่แล้วแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ทำอย่างงั้นด้วยการเสมอมาดริด 0-0 ที่เอตำหนิฮัด สเตเดี้ยม เพียงแค่เกมสองไม่อาจจะอาศัยเกมตอบโต้กลับทะลวงผ่านแนวรับของพระราชาชุดขาวได้สักลูก

สำหรับกฎอะเวย์โกลถูกคิดขึ้นคราวแรกปี 1965 ในรายการคัพ วินเนอร์ส คัพ (เอาแชมป์บอลถ้วยแต่ละประเทศเจอกัน) โดยเหตุผลเริ่มมาจากเพื่อกำจัดการรีเพลย์ออกไปในกรณีสกอร์เท่ากัน สมัยก่อนจะต้องนึกภาพตามว่ายุคโบราณกาลที่การเดินทางยังไม่สบาย ระบบต่างๆก็ค่อนข้างล้าหลัง ซึ่งสมัยนั้นมีการคำนวณว่าสถิติความมีชัยของทีมเยี่ยมในเวทียุโรปมีแค่ 16% โดยก็เพียงพอเข้าใจตามได้ว่ามันลำบากต่อการที่ทีมใดก็ตามจะต้องผ่านน้ำผ่านสมุทรไปฟาดลำแข้งภายใต้ข้อจำกัดของสาเหตุต่างๆ

ย้อนกลับไปก็เลยมักพบผลที่ชนะกันใหญ่โต อย่างแมนฯ ยูไนเต็ดเคยต้อนเอชเจเคของฟินแลนด์ 6-0, เบนฟิก้าไล่กระหน่ำทีมจากลักเซมเบิร์กสิบลูก หรือเฟเรนซ์วารอสจากฮังการีเอาชนะเรคยาวิกของไอซ์แลนด์ 9-1 ฯลฯ

ยิ่งกว่านั้น ตามความเชื่อถือของยูฟ่าคือเพื่อมอบให้กำลังใจต่อทีมที่ไปแพ้มา 3-1 ว่ายังมีหวังมากกว่า 2-0!!!

อย่างไรก็ดี เวลาเปลี่ยนไป เทคโนโลยีก้าวล้ำขึ้น ทุกวันนี้การออกนอกประเทศถือว่าง่าย ระบบวิทยาศาสตร์การกีฬาก็เข้ามามีบทบาทที่ทำให้สกอร์ไม่กระจุยกระจายเพียงแค่นั้นอีกแล้ว สถิติของทีมเยี่ยมในยุโรปก็กำชัยมากเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ยอยู่ที่ 35%

ผมมั่นใจว่าเกมฟุตบอลบ้าๆที่คัมป์ นูเมื่อคืนนี้วันพุธ ลองว่าเป็นทีมอื่นก็คงจะถอดหัวใจกับโยนผ้าขาวให้เปแอสเชไปแล้วเมื่อเสียอะเวย์โกลอย่างงั้น

ถ้านั่นคือบาร์ซ่าที่อุดมพรั่งพร้อมด้วยแนวรุกสุดอันตราย

ก็บางทีอาจถูกทำโทษนักเตะจากเมืองหลวงฝรั่งเศสเหตุว่า พวกเขาเกรงสั่นเหลือเกิน ประมาทด้วยที่ไม่คิดว่าจะมาโดนสามลูกติดกันภายในช่วงที่ห่างกัน 7 นาที

ช่วงเวลาเดียวกันก็เป็นไปได้ว่าถ้าไม่มีอะเวย์โกล เกมก็บางทีอาจจะต้องต่อเวลาเนื่องด้วยเพียงพอบาร์ซ่ากะซวกประตูที่ 5 ได้ก็บางทีอาจผ่อนเกมลง ขออนุญาตใช้คำว่า ''อาจจะ'' นะครับ เนื่องด้วยการมาเขียนวิเคราะห์ทีหลังย่อมยากที่จะคาดคะเนสถานการณ์ที่กำลังเป็นไปในสนามขณะนั้นๆ

ครับผม ตามเซนส์ของเราทั่วๆไปนั้น ระบบเหย้า-เยี่ยมไม่ว่าจะถ้วยใด การที่ข้างใดก็ตามได้กลับมาเตะในรังนัดหมายสองมักถูกมองว่าได้เปรียบกว่า

เนื่องด้วยกฎอะเวย์โกลนำมาซึ่งการทำให้ทีมที่ออกไปนอกบ้านก่อนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้กลอุบายใดสู้ บางโอกาสมขอยิงได้สักลูกก็พึงพอใจ ถ้าจบด้วยความมีชัยจะเพอรต์แต่ว่าหากเสมอ 1-1 หรือจนกระทั่งเสียทีก่อน 1-2 ก็คงมีความมั่นใจและความเชื่อมั่นดวงใจว่าสามารถปิดจ๊อบได้ในเกมลำดับที่สอง

ยิ่งกว่านั้นจากผลที่ได้รับจากการสำรวจรอบทศวรรษมานี้พบว่าปริมาณประตูของเกมนัดหมายสองรอบน็อกเอาต์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบ 16, รอบ 8 และรอบตัดเชือก) มีสูงขึ้นมากยิ่งกว่าเกมแรกโดยค่าถัวเฉลี่ยตกที่ 33 ลูก กับ 39 ลูก ซึ่งนั่นก็อาจจะชักแม่น้ำโยงกับกฎประตูทีมเยี่ยมได้ว่านำมาซึ่งการทำให้นัดหมายสองทั้งคู่เปิดหน้าเข้าพบเยอะกว่า หรือบางโอกาสมันเป็นธรรมชาติของเกมฟุตบอล อย่างครึ่งแรกของแต่ละเกมก็ชอบไม่สนุกเท่าครึ่งหลัง

''เนื่องจากว่าครึ่งแรกเครื่องยังไม่ร้อน อีกอย่างบางโอกาสก็ดูเชิงกันบ้าง บางโอกาสก็ย้ำแท็กติกกันเยอะไป และบางโอกาสร่างกายที่เพิ่งจะลงไปคงจะฟิตทั้งคู่ แต่ว่าเพียงพอเวลาผ่านไปทีมที่ฟิตกว่าก็บางทีอาจบดเอาชนะได้'' กูรูทางลูกหนังคนหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้

สี่คู่ที่พ้นไปเมื่อคืนนี้วันอังคารและพุธก็เดินตามแนวความคิดดังที่กล่าวมาแล้ว เมื่อเกมแรกนั้นยิงกัน 15 ลูก ส่วนเกมสองใส่กันไม่ยั้งถึง 21 ลูก

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์บางทีอาจโอดครวญถึงโอกาสมากมายก่ายกองในนัดแรกที่เอสตาดิโอ ดา ฝ่าซ์ของเบนฟิก้า กระนั้นด้วยสมรรถนะทั้งปวงก็ทำให้พวกเขากลับมาต้อนสบายต่อหน้ากองเชียร์คลื่นมนุษย์สีเหลือง

อีกนั่นแหละ บางบุคคลชี้ว่าอะเวย์โกลยังไงก็ตามกว่าไปเตะจุดโทษ ซึ่งไม่มีความต่างจากการโยนเหรียญหัวหรือก้อย แม้แต่กฎซัดเดนเดธซึ่งเคยนำมาใช้ช่วงหนึ่งก็ดูเหมือนทารุณโหดร้ายเหลือเกิน

''หลายทีมแฮปปี้ที่เสมอ 0-0 ในบ้านแทนที่จะบุกใส่เพื่อเอาชนะ เนื่องจากว่าพวกเขาไม่ต้องการเสียในบ้านก่อน พวกเขาเชื่อว่าเกมสองที่ไปเยี่ยมการไม่เสียไปก่อนจะทำให้เล่นง่ายดายยิ่งกว่า ดังนั้นไม่ว่าใครที่เป็นทีมที่เล่นเกมรับเหนียวแล้วได้จับฉลากเตะในบ้านก่อน ทีมนั้นจะเหนือกว่า'' อาร์แซน เวนเกอร์ เคยตกทรรศนะเอาไว้นานแล้ว

ตามเดิมแล้วทีมที่เก่งกว่าก็ควรจะเอาชนะทีมที่อ่อนกว่า

ก็ปลาใหญ่กินปลาเล็กนั่นแล

ถ้าด้วยความเป็นฟุตบอลซึ่งมักมีพลิกล็อก อะไรๆก็เป็นไปได้ โดยเฉพาะปัจจุบันนี้ที่เรื่องความก้าวหน้าของแท็กติกกับความก้าวล้ำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้แต่ละทีมแทบจะใกล้เคียงกัน เว้นเสียแต่ในทางทุน, ฝีเท้านักเตะ กับฐานแฟนบอล ซึ่งคงจะแตกต่างกัน

กฎอะเวย์โกลก็เลยเรียกว่าน่าเอื้อทีมเล็กๆมากกว่า เนื่องด้วยพวกทีมใหญ่มั่นใจว่าพวกเขาสามารถขย่มได้อยู่แล้วทั้งคู่เกม

ถ้าประตูทีมเยี่ยมนี่แหละ…มักทำร้ายพวกเขา

โมนาโกแพ้ 3-5 เกมแรกแต่ว่าพวกเขาย่อมคงจะเปี่ยมด้วยความคาดหมาย เนื่องจากว่าเกมสองขอชนะ 2-0, 3-1 หรือ 4-2 ซึ่งสถิติในรังของหัวหน้าฝูงลีก เอิง ปัจจุบันนี้ชนะ 12 เสมอ 1 แพ้ 1 ยิงได้ 50 เสีย 10

ผมมีความต้องการละเลียดงานวันนี้ พลันที่เห็นท่าหนคอตกของนายทัพบาร์ซ่าวินาทีที่คาวานี่ฆ่าเข้าไป ก็มิได้แตกต่างจากผีเสื้อสักตัวที่พบกับใยแมงมุมจนกระทั่งทำให้บินต่อไม่ติด ทั้งๆที่ดอกไม้อันสวยชูช่อรออยู่ไม่ไกล

อะเวย์โกลคือกติกาที่แฟร์มั้ย??

คงจะไม่ แต่ว่ามันก็อาจจะดียิ่งกว่าเตะจุดโทษถ้าพิจารณาเชิงศาสตร์ของลูกหนัง เนื่องจากว่ามันได้วัดกึ๋นของโค้ชกับความเตรียมตัวของทีม

ถ้าผีเสื้อตัวหนึ่งอาจจะไม่เห็นด้วย

เนื่องจากว่ามันอยากบินไปให้ถึงดอกไม้ที่ชูช่อ แม้กระทั่งปีกมันจะหักตอนเหลืออีกไม่หลาก็ตาม

มิราเคิลของเลสเตอร์ซิตี้

ขอพูดว่ามันเกิดเรื่องน่าพิศวงมากมายนะครับ น่าพิศวงเท่ากับการครอบครองแชมป์พรีเมียร์ลีกของ เลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อฤดูที่แล้วเลยทีเดียวเชียว
เป็นนับตั้งแต่ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ถูกไล่ออกจากตำแหน่งผู้จัดการกลุ่ม – ทันใด! อดีตผู้ร่วมทีมของคุณพี่เขาก็เดินหน้ากะซวกชัยแบบไม่เกรงใจเจ้านายเก่าถึง 6 ครั้งติดต่อกันในทุกรายการ โดยถล่มไป 15 ประตู และก็เสียเพียงแค่ 4 เม็ดแค่นั้น
พรรคพวกหมาจิ้งจอกประเทศไทยมีชัยในพรีเมียร์ลีกติดต่อกัน 5 เกม ไต่เต้าเองหนีโซนอันตรายจนถึงเกือบจะมั่นอกมั่นใจได้แล้วว่าไม่ตกชั้นแน่ๆแถมยังพุ่งทะยานเข้าไปถึงรอบ 8 กลุ่มสุดท้ายของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จอีกต่างหาก
นี่ถ้าเกิดพวกมึง เอ๊ย! พวกเขาอยู่ในฟอร์มการเล่นนี้ตั้งแต่ตอนต้นฤดู เผลอๆบางทีอาจมีสิทธิ์คุ้มครองแชมป์ของตนเองได้สำเร็จด้วยซ้ำ ไม่น่าเชื่อแบบเดียวกันนะครับว่าเรื่องเหล่านี้จะเกิดขึ้น ภายหลังจาก เลสเตอร์ มอบตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มให้ เคร็ก เช็คสเปียร์
ไม่น่าเชื่อจริงๆนะครับ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ แต่ก็ต้องเชื่อ เพราะเหตุว่ามันเป็นไปแล้ว
ฤดูนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ คุมกลุ่มในพรีเมียร์ลีกไปทั้งปวง 25 นัด ปรากฏว่า เลสเตอร์ เอาชนะคู่ปรปักษ์ได้เพียงแค่ 5 นัดแค่นั้น
มิซ้ำ 9 เกมในทุกรายการก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงกุนซือใหม่ เลสเตอร์ ประสบความแพ้พ่ายถึง 7 นัด และก็เสมอ 2 นัด โดยไม่ชนะใครเลย
ผลงานต่ำดำตรงต่างจากเมื่อฤดูที่แล้วแบบหน้ามือเป็นหลังตีน พวกเขาเปลี่ยนร่างเป็นกลุ่มดาดๆที่ไม่ได้มีความน่าขามเกรงอะไรจนถึงไปยืนอยู่หน้าปากเหว ล่อแหลมต่อการโดนถีบตกชั้นแม้ว่าตนเองมีศักดาเป็นถึงแชมป์เก่า
ขูดความจำได้ว่าผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเกมลูกหนังคนจำนวนไม่น้อย (รวมทั้งผู้ไม่ชำนิชำนาญอย่างผมด้วย) พากันพินิจพิจารณาหาต้นสายปลายเหตุที่พูดว่าเพราะเหตุไร "แชมป์เก่า" ถึงนั่งเบียดกับความล่มจมอย่างนี้ ก่อนจะพบต้นสายปลายเหตุสำคัญๆว่า…

1. ผู้เล่นของ เลสเตอร์ น่าจะหมดแรงบันดาลใจ หลังพุ่งชนการบรรลุเป้าหมายครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร
2. โทษฐานที่เป็นแชมป์เก่า แน่ๆว่าคู่ปรปักษ์ย่อมรอบคอบและก็เน้นมากยิ่งขึ้นยามพบกลุ่มหมาจิ้งจอกสีน้ำเงิน
3. การปราศจากผู้เล่นสำคัญอย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้
4. ผู้เล่นหลายท่านฟอร์มตกอย่างน่าเกลียด ไม่ว่าจะเป็น เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต ฮูธ, ริยาด ซาตานเรซ และก็เจมี่ วาร์ดี้
และก็ฯลฯ เช่น "พลังงานบางอย่าง" ที่พิสูจน์ไม่ได้ทางด้านวิทยาศาสตร์คงเสื่อมความขลังซะแล้ว
หรือกองเชียร์หมาจิ้งจอกประเทศไทยที่เคยพบอย่างชุมในบางประเทศแถบเอเซียอาคเนย์คงหายบ้าเห่อ หลังจากที่ความแรงของ เลสเตอร์ ในฤดูนี้จะตกลงไปอย่างน่าใจหาย แต่ในชัย 6 นัดปัจจุบัน มันบ่งชัดว่าพวกเขาไม่ได้มีปัญหาพวกนี้เลยนี่หว่า
ผู้เล่นของ เลสเตอร์ ไม่ได้ชี้ให้เห็นว่าหมดแรงบันดาลใจที่ไหน สิ่งที่เห็นเป็นการไล่ขย่มคู่ปรปักษ์อย่างเอ็นจอยหัวแม่เท้า
แม้คู่แข่งขันจะรอบคอบอย่างต้องหนักตามสูตรสำเร็จเวลาพบแชมป์เก่า แต่พวกเขาก็มีดีพอที่จะเอาชนะได้แบบไม่ระบมหัวแม่เท้าด้วยซ้ำ
แม้จะปราศจาก เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แต่ เลสเตอร์ ก็ทุ่มเงินซื้อคนอื่นเข้ามาแทน แถมพวกเขายังเจ๋งพอที่จะเอาชนะคู่ปรปักษ์อย่างเดิมนั่นแหละ
ส่วนผู้เล่นตัวหลักอย่าง เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต ฮูธ, ริยาด ซาตานเรซ และก็เจมี่ วาร์ดี้ ต่างระเบิดฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมออกมาอีกที
เคลาดิโอ รานิเอรี่ เองก็ไม่ได้ทำอะไรบกพร่องน่าเกลียด แล้วผู้ร่วมทีมจะงัดเลื่อยกระแสไฟฟ้ามาหั่นขาเก้าอี้ของเขาทำแมวน้ำอะไร และก็ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ผู้ครอบครองกลุ่มที่เป็นคนไทยก็ออกโรงมารับรองหนักแน่นว่าไม่มีผู้เล่นของ เลสเตอร์ ใครที่มาเข้าพบแล้วขอร้องให้ปลดกุนซือชาวอิตาลีออกจากตำแหน่งสักนิด ตัวผู้เล่นที่เป็นข่าวถูกสื่ออังกฤษใส่ร้ายป้ายสีว่าขอเข้าพบผู้ครอบครองกลุ่ม เพื่อถีบเจ้านายของตนเองออกจากตำแหน่งก็ออกโรงมารับรองหนักแน่นด้วยเหมือนกันว่าไม่เคยทำอะไรที่อดสูแบบนั้น
ก็เลยพอเพียงจะสรุปได้ว่าพวกเขาไม่ได้เล่นแบบ "ล้มโค้ช" นะครับ มันไม่น่าจะมีหรอก ไอ้การเล่นล้มโค้ชเนี่ย เพราะเหตุว่ามันน่าสมเพช เข้าใจว่ามันน่าจะเกิดเรื่องที่ชาวบ้านคิดกันไปเองซะมากยิ่งกว่า
ในเมื่อไม่ได้เป็นแบบที่ชาวบ้านเขานินทากัน แล้วเหตุใด ผลงานของ เลสเตอร์ ก่อนและก็หลังการปลด เคลาดิโอ รานิเอรี่ มันถึงได้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง?จุดนี้อาจต้องขอชูความดีความชอบให้กับผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่เป็นยอดเยี่ยมผู้จัดการกลุ่มสุดยอดคนหนึ่งซึ่งไม่เคยมีใครรู้มาก่อน เขาวางแผนการเล่นแบบเดิมๆให้ผู้ร่วมทีม ย้ำเกมรับรัดกุม ก่อนจะจังหวะเล่นงานแบบลอบฆ่า อาศัยความสามารถเฉพาะบุคคลของ รียาด ซาตานเรซ และก็ความรวดเร็วขุนนางเกลื่อนกลาดของ เจมี่ วาร์ดี้ เป็นทีเด็ด ระบบการเล่นก็อย่างเดิมหมายถึง4-4-2 มีปีก 2 ข้าง มีหน้า 2 ตัว
ตัวผู้เล่นก็เดิมๆนั่นแหละ แถมความสามารถบางทีอาจต่ำลงมากยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะเหตุว่าอย่าลืมว่าไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ลูกฟุตบอลอยู่ที่ไหน ข้าก็อยู่นั่น
…ว่าแล้วก็สถาปนาตัวเองผู้จัดการกลุ่มคนแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังอังกฤษที่เริ่มคุมกลุ่มทีแรกแล้วชนะติดต่อกัน 6 นัดแรก ซึ่งขนาดผู้จัดการกลุ่มรุ่นบรมครูอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, อาร์แซน เวนเกอร์ หรือคาร์โล อันเชล็อตติ ยังไม่มีปัญญาทำอะไรอย่างนี้เลยนะครับคุณ
ตอนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เริ่มคุม เชลซี เป็นฤดูแรก พี่แกก็ทำสถิติชนะตั้งแต่นัดแรกได้เพียงแค่ 4 ครั้งติดต่อกันแค่นั้น
นอกจากนี้ต้องชื่นชมผู้ครอบครองกลุ่ม เลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยนะครับที่ตกลงใจได้ถูกต้องที่เอา "คนใน" อย่าง เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละขึ้นมาคุมกลุ่มแทน โดยไม่จำเป็นต้องไปหาผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ให้เสียเวลา
เคร็ก เช็คสเปียร์ เป็นคนอังกฤษแต่กำเนิด เกิดที่เมืองเบอร์มิงแฮม ตอนนี้อายุ 53 ขวบ ในอดีตเคยเป็นนักฟุตบอลของกลุ่มในลีกด้านล่างๆอย่าง วอลล์ซอลล์, เชฟฯ เว้นส์เดย์, เวสต์บรอมวิช, กริมส์บี้, สคันธอร์ป, เทลฟอร์ด ยูไนเต็ด และก็เฮนส์ฟอร์ด ทาวน์ ก่อนห้อยสตั๊ด เมื่อปี 2000

เริ่มงานทางด้านโค้ชทีแรกด้วยการเป็นกุนซือกลุ่มสำรองของ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ก่อนขึ้นมารักษาการแทนตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มของ "เดอะ แบ็กกี้ส์" แทนที่ ไบรอัน ร็อบสัน ที่ถูกไล่ออกไป
ปี 2008 เข้ามารับตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่ม เลสเตอร์ ซิตี้ โดยเป็นมือขวาของ ไนเจล เพียร์สัน จากนั้นก็ติดตาม ไนเจล เพียร์สัน ไปอยู่ที่ ฮัลล์ ซิตี้ เมื่อปี 2010 ก่อนจะตามเจ้านายกลับมาที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม อีกทีในปี 2011
เมื่อ ไนเจล เพียร์สัน ถูกไล่ออกจากตำแหน่ง เคร็ก เช็คสเปียร์ ก็กลายเป็นผู้ช่วยของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ จนถึงก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการกลุ่มแบบเต็มตัวพร้อมทำสถิติยอดเยี่ยม จำพวกที่ไม่เคยมีผู้จัดการกลุ่มคนใดกันในลีกสูงสุดของอังกฤษเคยทำเป็น เป็นคุมกลุ่มทีแรกแล้วชนะถึง 6 ครั้งติดต่อกัน
ตอนรักษาการแทน ไบรอัน ร็อบสัน ที่ เวสต์บรอมวิช ผู้ร่วมทีมของเขาก็เอาชนะคู่ปรปักษ์ได้สำเร็จนะครับ-ขออภัย (บุกไปชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0) ซึ่งก็ถือได้ว่าสถิติในการควบคุมกลุ่ม เป็นชนะ 100%
ตอนเด็กๆเคร็ก เช็คสเปียร์ น่าจะลอกการบ้านเก่งนะครับ เพราะเหตุว่าเขาแทบจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร โดยการทำทุกอย่างเช่นเดียวกับที่ เคลาดิโอ รานิเอรี่ เคยเสกให้ เลสเตอร์ เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูที่แล้วนั่นแหละ
ก็ในเมื่อทุกอย่างมันดีอยู่แล้ว มันลงตัวอยู่แล้ว จะไปเปลี่ยนแปลงมันทำแมวน้ำอะไรล่ะ แถมยังสามารถปลุกจิตวิญญาณอันหื่นกระหายของจิ้งจอกกะล่อนให้กลับมาได้อย่างเดิมอีกต่างหาก
ก็แค่ในความล่มจมของ เลสเตอร์ กลับถูกพวกปากหอยปากปูนินทาว่าเกิดขึ้นเพราะเหตุว่านักฟุตบอลเล่นล้มผู้จัดการกลุ่มคนเก่า ต่อเมื่อผลงานกลับมาไฉไลเป็นบ้าอีกที กลับไม่มีใครมองเลยว่ามันเป็นความสามารถของผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ ขอพูดว่า เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละหมายถึง"ว่าที่" ผู้จัดการกลุ่มชาติอังกฤษคนถัดไปนะครับ

แหม่…นี่ถ้าเกิดผมเป็นประธานสัมพันธ์บอลอังกฤษนะ ผมจะหาเรื่องปลด เอ็งเร็ธ เซาธ์เกต ออกจากตำแหน่งแล้วแต่ง เคร็ก เช็คสเปียร์ เข้าไปแทนที่ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย
รับประกันว่ากลุ่มชาติอังกฤษมีโอกาสได้แชมป์โลกในปี 2018 นี้อย่างแน่แท้ เพราะเหตุว่านี่เป็นยอดเยี่ยมผู้จัดการกลุ่มสายพันธุ์สิงโตขู่คำรามที่หาได้ยากยิ่งในยุคนี้
มันเกิดเรื่องน่าพิศวงมากมายนะครับที่อยู่ๆเลสเตอร์ ซิตี้ ก็กลับชาติมาเกิดใหม่ เพียงแค่ปลดผู้จัดการกลุ่มคนเก่าออกไปแล้วเอา "มือขวา" ของผู้จัดการกลุ่มคนเก่านั่นแหละเข้ามารับหน้าที่แทน
เรียนตามตรงว่าตั้งแต่หมกมุ่นกับเกมลูกหนังมาเป็นเวลานานกว่า 30 ปี ผมไม่เคยได้เห็นอะไรที่มันย้อนแย้งกันอย่างหนักอย่างนี้มาก่อน
เมื่อได้ผลงานอันรุนแรงแบบช้างก็ผลักไม่อยู่ของ เลสเตอร์ ซิตี้ และก็ท้องนาต่อไปนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ บางทีอาจจะงวยงงพลางรำพึงรำพันกับตนเองใต้ต้นซากูระเป็นภาษาอิตาลีว่า "ข้าทำผิดอะไร?" แต่นี่แหละเป็นความเร้นลับ สลับซับซ้อน ลึกลับซับซ้อนมาก เพื่อนคิดคดทรยศ บนเหลี่ยมเล่ห์ของโลกลูกหนังที่ไม่มีอะไรแน่ๆ (อ่อนแอก็แพ้ไป) อนึ่ง ผู้เล่นของ เลสเตอร์ ไม่ได้เล่นล้มโค้ชนะครับ

อองตวน กริซมันน์ กับโอกาสย้ายทีมไป แมนยู

เวลานี้ข่าวสารระหว่าง อองตวน กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ยิ่งโหมแรงขึ้นเป็นระยะแล้วนะครับ
ปัจจุบันสื่อฝรั่งเศสหลายรายรวมทั้งนักข่าวดังที่มีคนติดตามทางทวีตเตอร์ก็รายงานตรงกันว่ากองหน้าฝรั่งเศสกับ ‘อสุรกายแดง’ บรรลุกติกาพื้นฐานกันได้แล้ว
ทดลองสื่อถิ่นกำเนิดของ กริซมันน์ เล่นแรงขนาดนี้ ท่าจะมีสาเหตุให้เชื่อถือได้ไม่น้อย เพราะเหตุว่าทางฝั่งสเปนเองแม้กระแสยังไม่แรงมากแม้กระนั้นก็เริ่มลงรายละเอียดบ้างแล้ว
ถ้าเกิดจำกันได้ ตอนวันที่ 24 เดือนมกราคมก่อนหน้านี้ ผมเคยเขียนถึงดีลระหว่าง กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ไปแล้ว หลักๆก็ว่าถึงข่าวสารและกระแสที่สเปนซึ่งยังเงียบอยู่ แม้กระนั้นก็ตบท้ายว่ามันมีความน่าจะเป็นพอสมควร
มาวันนี้จากที่ติดตามเหตุการณ์มาเรื่อยและการตีข่าวสารจากฝรั่งเศส เห็นทีอาจจะจะต้องปรับระดับ ‘ความเป็นไปได้’ ให้สูงมากขึ้นอีก วิเคราะห์กันนี้ เพราะเหตุใด กริซมันน์ จึงจะย้ายออกจาก บิเซนเต้ กัลเดรอน ? เหตุผลหลักๆมันก็มีอยู่ 4-5 ข้อ แรกเลยก็คือ ดาวยิงลำดับที่ 7 กำลังถึงจุดอิ่มตัวกับ แอตเลว่ากล่าวโก และต้องการไขว่คว้าหาการบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่ากองหน้าวัย 25 อยู่กับทีมมาตั้งแต่ฤดู 2014-15 นับจนถึงในช่วงเวลานี้ก็เกือบๆ3 ฤดูแล้ว ซึ่งว่ากันโดยส่วนตัวถือได้ว่าบรรลุผลสำเร็จอย่างสูง เป็นแม่ทัพตัวหลักของทีม ยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ ได้รางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของ ลา ลีกา ปี 2016 ก่อนที่จะปัจจุบันจะคว้าอันดับ 3 ของ บัลลงดเว้นอร์
กระนั้น นอกเหนือจากการเห็นด้วยจากแฟนคลับตราหมี และผู้คนในวงการแล้ว กริซมันน์ กลับบรรลุผลสำเร็จคว้าแชมป์กับ แอตเลว่ากล่าวโก น้อยมาก
เคยเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกฤดูปัจจุบัน แม้กระนั้นก็อกหักไป เป็นเหตุให้จนแล้วจนรอดกับ แอตเลว่ากล่าวโก เขาจึงได้เพียงแชมป์ซูเปร์โกปา เด เอสปันญ่า หรือ สแปนิช ซูเปอร์คัพ เมื่อปี 2014 เพียงรายการเดียวเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับฝีเท้า หันมามองดูเส้นทางของ ‘ตราหมี’ ในฤดูนี้ ก็ทำท่าว่าจะวืดสูง ลา ลีกา ตามหลัง เรอัล มาดริด 10 แต้มแถมยังแข่งขันมากกว่าหนึ่งนัด ซึ่งถ้าทีมชุดขาวบุกชนะ บาเลนเซีย ในเกมตกค้างที่ เมสตาคุณย่า ก็จะโดนทิ้งไปไกลถึง 13 แต้ม ระยะห่าง 13 แต้ม จากทีมอย่าง มาดริด แบบงี้ก็โบกไม้โบกมือลาโอกาสคว้าแชมป์ได้เลย เฉกเหมือนกันกับเหตุการณ์ในโกปา เดล เรย์ ที่ทีมกรุยไปถึงรอบรองชนะเลิศ ก็ดูแล้วยากเย็นแสนเข็ญ เพราะเหตุว่าเกมแรกที่ กัลเดรอน กริซมันน์ และเพื่อนฝูงๆดันพ่ายแพ้ติดอยู่รังต่อ บาร์ซ่า 1-2 เลกลำดับที่สองในวันพฤหัสบดีหน้าจะต้องบุกชนะถึง คัมป์ นู ด้วยระยะห่าง 2 ประตูขึ้นไปถือว่ายากมาก โอกาสจอดปีนป่ายเพียงแค่รอบนี้มีสูงเกิน 60% คงมีเพียงรายการแชมเปี้ยนส์ลีก ที่เดินทางไปถึงรอบ 16 ทีมในที่สุดเท่านั้นที่ยังเป็นความคาดหมาย แม้กระนั้นเส้นทางนั้นก็ไม่ง่ายเลยซักนิด ถึงจะผ่าน เลเวอร์คูเซ่น ได้ แม้กระนั้นก็มีเสือราชสีห์กระทิงเเรดรออยู่อีกเยอะ ด้วยการบรรลุเป้าหมายที่คว้ามาได้เพียงน้อยนิด บางทีอาจเป็นชนวนเหตุให้เขาคิดถึงความรุ่งเรืองในอนาคต เพราะเหตุว่าสำหรับอาชีพนักเตะ การคว้าแชมป์และการยกระดับตนเองขึ้นไปเรื่อยถือว่าสำคัญมาก การย้ายไปสู่ทีมที่ใหญ่กว่า มีศักยภาพมากกว่าจะเอื้อโอกาสให้เขาตามล่าสิ่งที่ใฝ่ฝันได้ง่าย กองหน้าลำดับที่ 7 ใช้เวลาสร้างชื่อกับ เรอัล โซเซียดาด 5 ปี แล้วตัดสินใจยกระดับตนเองไปอยู่กับ แอต.มาดริด
เวลาเกือบ 3 ฤดูภายใต้ชายคา กัลเดรอน เขาปรับปรุงตนเองจากนักเตะฝีเท้าดีขึ้นชั้นสู่ ‘สตาร์ดัง’ ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์ซักนิดแม้เขาคิดก้าวข้ามจากคำว่า ‘สตาร์’ ไปสู่ ‘ซูเปอร์สตาร์’ นอกจากกิตติศัพท์ และเกียรติยศแล้ว เรื่องของรายถึงที่กะไว้จะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวก็ถือว่าเย้ายวนไม่น้อย ตามข่าวสารว่าถ้าเกิด กริซมันน์ ย้าย เขาจะได้รับค่าเหนื่อยมากมายก่ายกองเทียบเท่ากับ ปอล ป็อกบา เพื่อนสนิทถึง 17 ล้านยูโรต่อปี ปริมาณค่าเหนื่อยนี้ เมื่อเทียบกับที่รับอยู่ในปัจจุบัน ถือว่าไม่เหมือนกันราวฟ้ากับเหว

กับ ‘ตราหมี’ กริซมันน์ รับอยู่ที่ 6 ล้านยูโรต่อปีพอๆกับ โกเก้ ราคานี้นับว่าเป็นเรตค่าเหนื่อยสูงสุดที่กระดานแอตเลว่ากล่าวโกจะจ่ายให้ได้ แม้ว่าเขาจะเป็นสตาร์ลำดับที่หนึ่งของทีม แม้กระนั้นถ้าเกิดจะอัพให้มากกว่านี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องมาจาก ‘ตราหมี’ เป็นทีมที่มีวินัยทางการเงินเข้มงวด พวกเขาตั้งเพดานสูงสุดไว้เพียงแค่ 6 ล้านยูโร นักเตะทุกคนจะไม่มีผู้ใดได้มากกว่า 6 ล้าน แม้นักเตะรายใดที่ต้องการได้มากกว่า ก็มีเพียงแค่ลู่ทางเดียวเท่านั้นเป็น ‘ย้ายออก’ เหมือนกับในกรณีของ ดีเอโก้ กอสต้า ที่โยกไป เชลซี หรือเคสก่อนหน้าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา ที่ไปอยู่กับ โมนาโก อดีตสองหัวหอกต้องย้ายไปเพื่อรับเงินค่าเหนื่อยที่สูงกว่า ทั้งที่บรรลุผลสำเร็จอย่างสูงและเล่นเข้ากับทีมได้เป็นอย่างดี อีกสาเหตุนึงที่มีสาระสำคัญไม่น้อย ก็คืออนาคตของลูกพี่ใหญ่อย่าง ดีเอโก้ สิเมโอเน่ กริซมันน์ ให้ความยำเกรง และวางใจ สิเมโอเน่ อย่างยิ่ง หลายๆครั้งเขาให้สัมภาษณ์ในทำนองว่าตราบใดที่ โชโล่ ยังอยู่กับทีมเขาจะไม่ไปไหนแม้กระนั้นจากข่าวล่าสุดที่ การ์ลอส สิเมโอเน่ พ่อของ โชโล่ ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ลา ท้องนาสิออน สื่ออาร์เจนว่ากล่าวน่าถึงอนาคตของลูกชายว่า “ไม่ช้าไม่เร็วจะกำเนิดการเปลี่ยนแปลง” “ดีเอโก้ รู้สึกสะดวกสบายกับชีวิตที่มาดริด แม้กระนั้นการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ก็แค่ผมไม่ทราบว่ามันจะไปจบที่อังกฤษ หรือ อิตาลี” ทดลองพ่อกุนซือใหญ่กล่าวชัดขนาดนี้ ก็เห็นที กริซมันน์ ควรจะเก็บเอาไปคิดบ้างส่วนในข้อไม่ค่อยสบายใจที่ว่า แอต.มาดริด บางทีอาจไม่ยินยอมขาย กริซมันน์ ก็ดูเหมือนเป็นข้อสันนิษฐานที่มัว เพราะเหตุว่าแต่ไหนแต่ไร ‘ตราหมี’ ไม่คยยี่หระกับวิธีขายสตาร์ของทีมออกไปเลยแม้แต่รายเดียว ไม่ว่าจะเป็น เฟร์นานโด ตอร,เซร์คิโอ อาก้วยโร่ ‘กุน’ ,ราดาเมล ฟัลเกา หรือ ดีเอโก้ กอสต้า
แข้งเหล่านี้ยังถูกขาย กริซมันน์ อาจจะไม่มีข้อละเว้น ขอเพียงเงินถึง โต๊ะเก้าอี้ที่ กัลเดรอน ก็พร้อมที่จะถูกจับมาตั้งวางเพื่อรองรับการเจราจา ข้อสำคัญเป็น แมนฯยูไนเต็ด กล้าทุ่มมากแค่ไหน ? ถ้าเกิดระดับใกล้ๆ100 ล้านยูโร ซึ่งเป็นราคาค่าฉีกสัญญาที่ กริซมันน์ เซ็นไว้ถึงปี 2020 โน่นก็ไม่ใช่ปัญหาเลย อีกทั้งปฏิกิริยาจากแฟนบอล ‘ตราหมี’ นั้น ปัจจุบันผมไปสัมภาษณ์พวกเขามาถึงเรื่องนี้ แม้ผู้คนจำนวนมากยังไม่มั่นใจว่าดาวยิงเฟร้นช์แมนจะย้าย แม้กระนั้นถ้าเกิดจบแล้วมันหลบหลีกไม่ได้จริงๆพวกเขาก็ไม่กลัว “ถ้าเกิดเขาย้าย เราก็ซื้อคนใหม่เข้ามาแทน ก่อนหน้านี้เราทำให้มองเห็นมาบ่อยแล้ว” มานู หนึ่งในกองเชียร์ตราหมีแสดงทรรศนะกับผมไว้เช่นนี้โดยส่วนตัว ผมคิดว่าเรื่อง กริซมันน์ ย้ายไม่ย้าย งานนี้ขึ้นกับเจ้าตัวและคนซื้ออย่าง แมนฯยูไนเต็ด แล้ว ส่วน แอตเลว่ากล่าวโก ก็แค่รอฟังข้อเสนอแนะ

ฟิโก้ชูโรนัลโด้สามารถเล่นทุกตำแหน่ง

หลุยส์ ฟิโก้ชื่นชมCR7ว่าเป็นผู้เล่นที่สามารถปรับตัวเข้ากับทุกคำแหน่งในเกมได้อย่างไม่มีปัญหา

หลุยส์ ฟิโก้ ตำนานเพลย์เมคเกอร์ของทีมชาติโปรตุเกส, บาร์เซโลนา และ เรอัล มาดริด เชื่อว่า โรนัลโด้ กัปตันทีมเรอัล มาดริด จะสามารถปรับตัวและลงเล่นได้ในทุกตำแหน่งอย่างไม่มีปัญหา

โรนัลโด้ เริ่มต้นอาชีพฟุตบอลในตำแหน่งปีก ก่อนจะถูกขยับขึ้นไปเล่นในตำแหน่งหน้าเป้าและมีสถิติการทำประตูที่น่าเหลือเชื่อ ขณะที่ปัจจุบันเจ้าตัวในวัย 32 นั้นเริ่มเล่นให้ทีมในรูปแบบที่ต่างออกไปบ้าง เนื่องจากสภาพร่างกายที่เปลี่ยนไป

ซึ่งเพลย์เมคเกอร์รุ่นพี่ก็เชื่อว่า ไม่ว่าจะถูกซิเนดีน ซีดาน กุนซือคนเก่งมอบหมายตำแหน่งใดให้ ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับโรนัลโด้

"โรนัลโด้เป็นผู้เล่นระดับท็อป" ฟิโก้กล่าวกับ Goal "ผมคิดว่าเขาสามารถปรับตัวเข้ากับตำแหน่งในก็ได้ เพราะเขามีสัญชาตญาณการทำคะแนน ยังไงก็ยิงได้แน่นอน"

เมื่อถามถึงการผันตัวมาเป็นโค้ชระดับแชมป์ยุโรปของซิเนดีน ซีดาน เพื่อนร่วมรุ่น ฟิโก้ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานของ PremierW88Futsal ลีกฟุตซอลอาชีพของอินเดีย ยอมรับว่าประหลาดใจไม่น้อย

"ไม่เคยรู้เลยครับ(ว่าซีดานจะมาเป็นโค้ช) เพราะตอนเราเล่นด้วยกัน เขาไม่เคยพูดถึงเลยว่าอยากเป็นโค้ช เรื่องนี้ผมเซอร์ไพรส์เลย

"แต่เขาทำได้ดีนะ ผมก็ดีใจด้วย"

เมื่อถามถึงทรรศนะว่าใครน่าจะเข้าป้ายคว้าแชมป์ลา ลีกา ในฤดูกาลนี้ ฟิโก้ตอบกั๊ก ๆ ว่า "ไม่เรอัล มาดริด ก็บาร์เซโลนา ผมว่าพวกเขาสักทีมจะเป็นแชมป์ครับ"

ปธ.ปารีสปัดขายแวร์รัตติไม่ว่าจะได้ค่าตัวแค่ไหน

นาสเซอร์ อัล-คาลิฟาประธานเปแอสเชยืนยันหนักแน่นว่าพวกเขาไม่มีความคิดที่จะขายมาร์โค แวร์รัตติออกจากทีมไม่ว่าจะได้ราคาเท่าไหร่ก็ตาม

แข้งวัย 24 ปีตกเป็นข่าวกับทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปหลายทีมโดยยังเหลือสัญญาอยู่กับทีมอีก 2 ปี

''เราจะไม่ปล่อยเขาออกจากทีมไม่ว่าจะได้ราคาสูงแค่ไหนและเขาจะอยู่ที่นี่กับเรา''

”ลอฟเรน” บินตรวจเยอรมันพลาดชนจิ้งจอก

สื่อเมืองผู้ดีรายงานข่าว เดยัน ลอฟเรน กองหลังของ ลิเวอร์พูล กําลังเดินทางไปตรวจรักษาอาการบาดเจ็บที่ประเทศเยอรมันและจะทําให้เขาหมดสิทธิ์ลงสนามพบกับเลสเตอร์ ซิตี้ในสัปดาห์หน้า

 

ลอฟเรนพลาดลงสนามมา 2 เกมติดต่อกันและไม่ได้เดินทางไปฝึกซ้อมกับทีม ด้วยที่ประเทศสเปน

 

โดยแนวรับวัย 27 ปีกําลังเดินทางไปประเทศเยอรมันเพื่อพบกับผู้เชี่ยวชาญพิเศษทางด้านเข่า

 

แต่ถึงอย่างไร เยอร์เก้น คล็อปป์ ยังมีตัวเลือกในตําแหน่งแนวรับให้ใช้งานอยู่ทั้งลูคัส เลว่า,โจเอล มาติปและรักนาร์ คลาวานที่พร้อมจะลงสนามเช่นกัน

พาร์เลอร์ แนะอาร์เซนอลทาบ”รอดเจอร์ส”แทนเหี่ยว

เรย์ พาร์เลอร์ อดีตตํานานผู้เล่นเดอะกันเนอร์ ออกมาแสดงความเห็นว่า เบรนแดน รอดเจอร์ส นายใหญ่เซลติกเหมาะสมที่จะเข้ารับงานคุมสังกัดเดอะกันเนอร์ ต่อจาก อาร์แซน เวนเกอร์

 

นายใหญ่ชาวฝรั่งเศสจะหมดสัญญากับเดอะกันเนอร์หลังจบฤดูกาลนี้และยังไม่มีการยืนยันแต่อย่างใดว่าเขาจะต่อสัญญาอยู่กับทีมต่อไป

 

ทําให้อาร์เซนอลตกเป็นข่าวอย่างหนักในการหานายใหญ่ความใหม่มาสืบทอดตําแหน่งจาก เวนเกอร์ โดยกุนซือที่ตกเป็นข่าวไม่ว่าจะเป็น มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี, โธมัส ทูเคิล และดิเอโก้ ซิเมโอเน่

 

''เบรนแดนทําผลงานได้ดีมากและผมคิดว่าเขาก็สนใจอาร์เซนอลเช่นกัน''